ทองคำพุ่งกว่า 2% หลังจ้างงานสหรัฐฯ ชะลอตัว ตลาดลดคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย

ราคาทองวันนี้พุ่งกว่า 2% หลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด
ตลาดทองคำกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อราคาทองคำโลก (Gold Spot) เปิดตลาดบริเวณ 4,125 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งและปิดบวกกว่า 91 ดอลลาร์ (พุ่งขึ้นกว่า 2%) จากแรงซื้อที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาด ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งในประเทศตอบรับเชิงบวก และกลับมายืนเหนือระดับ 65,000 บาทได้อีกครั้ง
การปรับตัวขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเพียงด้านเดียว แต่เป็นผลจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนต่อแนวโน้มดอกเบี้ย ประกอบกับการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์ และมุมมองเชิงบวกของนักวิเคราะห์ที่เชื่อว่าราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อในระยะสั้น
แล้วอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาทองคำพุ่งแรงในครั้งนี้?
1. ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัว (Weaker US Jobs Data)
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อราคาทองคำมากที่สุดในวันนี้ คือการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (Non-Farm Payrolls: NFP) ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 114,000 ตำแหน่ง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานของสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวลง ส่งผลให้นักลงทุนมองว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) อาจไม่มีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดเหมือนที่ผ่านมา ความคาดหวังนี้กลายเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ตลาดทองคำอย่างรวดเร็ว
2. ลดคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย (Dovish Fed Expectations)
หลังการประกาศตัวเลขจ้างงาน เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนปรับลดโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน เหลือประมาณ 55% แม้ว่าจะยังไม่มีการตัดสินใจจากเฟดในทันที แต่การที่ตลาดเชื่อว่าดอกเบี้ยอาจไม่ปรับขึ้นเพิ่มเติม ถือเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่อต้นทุนค่าเสียโอกาสลดลง นักลงทุนจึงมีแนวโน้มถือครองทองคำเพิ่มขึ้น
3. ธนาคารกลางแห่ตุนทองคำ (Central Bank Purchases)
ข้อมูลล่าสุดจากสภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) เปิดเผยว่า ธนาคารกลางทั่วโลกได้กลับมาซื้อทองคำสุทธิถึง 41 ตันในเดือนพฤษภาคม ตัวเลขนี้เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า "ทองคำ" ยังคงเป็นสินทรัพย์สำรองที่ได้รับความเชื่อมั่นในระดับสากล ซึ่งจะช่วยพยุงและสนับสนุนแนวโน้มราคาในระยะกลางถึงระยะยาว
4. ดอลลาร์อ่อนค่า เพิ่มแรงหนุนให้ราคาทองคำ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ การอ่อนค่าของดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (Dollar Index: DXY) ซึ่งปรับลดลง 0.54% มาอยู่ที่ระดับ 100.85 จุด เมื่อค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง นักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่นสามารถเข้าซื้อทองคำได้ในราคาที่ถูกลง ส่งผลให้ความต้องการทองคำในตลาดโลกเพิ่มขึ้น และช่วยผลักดันให้ราคาทองคำสามารถทะลุแนวต้านสำคัญได้สำเร็จ
5. ปัจจัยอื่นที่ตลาดยังต้องติดตาม
แม้ปัจจัยหลักในวันนี้จะมาจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ตลาดยังจับตาความเคลื่อนไหวด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดผู้ไกล่เกลี่ยจากกาตาร์ระบุว่า การหารือระหว่างทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ (MOU) มีความคืบหน้าในเชิงบวก ซึ่งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์มักส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดทองคำเสมอ
มุมมองทางเทคนิค (Technical Analysis)
ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังจากสามารถยืนเหนือบริเวณ 4,120 ดอลลาร์ได้สำเร็จ เครื่องมือชี้วัดอย่าง RSI เริ่มฟื้นตัวจากเขตอ่อนแรง และ MACD มีแนวโน้มตัดขึ้นเหนือเส้นสัญญาณ สะท้อนว่าแรงขายเริ่มชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมหลักในระยะสั้นยังถือเป็นการรีบาวด์ (Rebound) มากกว่าการกลับเป็นขาขึ้นเต็มตัว โดยนักลงทุนต้องจับตาแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,200-4,230 ดอลลาร์ หากราคาสามารถผ่านและยืนได้อย่างมั่นคง จึงจะเพิ่มโอกาสให้แนวโน้มกลับมาเป็นบวกชัดเจนขึ้น
สรุปมุมมองการลงทุน
ทิศทางราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงอิงอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และท่าทีของเฟดเป็นหลัก นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์ให้ทันท่วงที (หมายเหตุ: ตลาดทองคำสหรัฐฯ ปิดทำการในวันที่ 3 กรกฎาคม เนื่องในวันชาติสหรัฐฯ ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดอาจเบาบางกว่าปกติ

ไม่พลาดทุกจังหวะทำกำไร ซื้อ-ขาย และออมทองคำ ผ่านแอปพลิเคชัน MyGOLD Plus by Ausiris โหลดเลยวันนี้!
App Store: https://apps.apple.com/th/app/mygold-plus/id6504147211?l=th
Play Store: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.bluesea.mygoldplus


