ราคาทองร่วงหนัก! สวนทางสงครามเดือด เกิดอะไรขึ้นกับสินทรัพย์ปลอดภัย?

โดยปกติแล้ว "ทองคำ" มักถูกจัดให้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ที่ราคามักจะพุ่งทะยานขึ้นทุกครั้งที่มีวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือเกิดสงคราม แต่สถานการณ์ล่าสุดในตลาดโลกกลับสะท้อนภาพที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อ ราคาทองคำร่วง ทะลุแนวรับสำคัญจนหลุดระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งในประเทศร่วงต่ำกว่า 70,000 บาท) แม้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะทวีความรุนแรงขึ้นถึงขั้นมีการยิงขีปนาวุธตอบโต้ และขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ปรากฏการณ์ที่สวนทางกับตำราเศรษฐศาสตร์นี้ เกิดจากกลไกอะไร? MyGOLD Plus สรุป 5 ปัจจัยหลักมาให้แล้ว
1. การแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ (Strong US Dollar)
ในภาวะวิกฤต นักลงทุนไม่ได้หนีเข้าหาทองคำเพียงอย่างเดียว แต่ยังเลือกลงทุนในสกุลเงินที่มั่นคงที่สุดในโลกอย่าง "ดอลลาร์สหรัฐ" เมื่อดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) ปรับตัวแข็งค่าขึ้น ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อขายและตีราคาเป็นสกุลเงินดอลลาร์ จึงมีราคาแพงขึ้นสำหรับนักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่น ทำให้ความน่าสนใจลดลงและเผชิญแรงเทขายตามกลไกตลาด
2. เม็ดเงินโยกย้ายสู่ตลาดพลังงาน (Oil Market Speculation)
เนื่องจากความขัดแย้งครั้งนี้ กระจุกตัวอยู่ในตะวันออกกลางซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำมันของโลก โดยเฉพาะคำขู่เรื่องการ "ปิดช่องแคบฮอร์มุซ" อย่างสมบูรณ์ ความกังวลด้านอุปทาน (Supply) จึงผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว เม็ดเงินลงทุนมหาศาลจึงไหลออกจากตลาดทองคำ เพื่อเข้าไปเก็งกำไรในตลาดน้ำมันที่กำลังร้อนแรงและให้ผลตอบแทนรวดเร็วกว่าในขณะนี้
3. ความกังวลเรื่อง "เงินเฟ้อ" ดันเฟดตรึงดอกเบี้ย
นี่คือปัจจัยที่กดดันราคาทองคำหนักที่สุด! ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น สร้างความกังวลว่า "อัตราเงินเฟ้อ" จะกลับมาพุ่งทะยานอีกครั้ง ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรืออาจถึงขั้น "ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย" เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่สูงถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของราคาทองคำ
4. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูง (Surging Bond Yields)
ผลพวงจากความกังวลเรื่องดอกเบี้ยเฟด ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่จูงใจและมีความเสี่ยงต่ำ นักลงทุนสถาบันจึงเลือกโยกเงินทุนจากทองคำ (ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ย) เข้าสู่ตลาดพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนแน่นอนและปลอดภัยกว่า
5. แรงขายทำกำไรครั้งใหญ่ (Massive Profit Taking)
หลังจากราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2025 โดยให้ผลตอบแทนสะสมสูงมาก จนกระทั่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ที่ระดับ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่านมา เมื่อราคาปรับตัวขึ้นมาถึงจุดอิ่มตัวและต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันสารพัด จึงเกิดแรงเทขายทำกำไร (Profit Taking) ขนานใหญ่จากกองทุนและนักลงทุนรายใหญ่ที่ถือครองทองคำมาตั้งแต่ต้นทาง
สรุปมุมมองการลงทุน
แม้สถานการณ์สงครามจะดูรุนแรง แต่เมื่อเจาะลึกถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่า "เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย" ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนทิศทางราคาทองคำ อย่างไรก็ตาม ในจังหวะที่ราคาทองคำย่อตัวลงมาแรง ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับนักลงทุนระยะกลางและระยะยาวในการ "ทยอยสะสม (Buy on Dip)" เพื่อรอรอบการฟื้นตัวในอนาคต
อย่าปล่อยให้โอกาสทำกำไรหลุดมือ ซื้อ-ขาย และออมทองคำได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน MyGOLD Plus by Ausiris โหลดเลยวันนี้!
App Store: https://apps.apple.com/th/app/mygold-plus/id6504147211?l=th
Play Store: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.bluesea.mygoldplus



