แชร์

ดีลสันติภาพ "สหรัฐฯ-อิหร่าน" เสี่ยงล่ม ทรัมป์ยื่นคำขาดจ่อคุมช่องแคบฮอร์มุซ

อัพเดทล่าสุด: 22 มิ.ย. 2026
25 ผู้เข้าชม

สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกกลับมาตึงเครียด หลังจากบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างสองประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน เริ่มส่งสัญญาณรอยร้าวอย่างรุนแรง ทันทีที่ผู้นำสหรัฐฯ ออกโรงยื่นคำขาดขู่เปิดฉากโจมตีซ้ำและพร้อมเข้าควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่เขย่าความมั่นคงทางพลังงานและส่งผลต่อโครงสร้างเงินเฟ้อทั่วโลก


1. คำขู่ชุดใหญ่กลางโต๊ะเจรจาที่สวิตเซอร์แลนด์ (The Geneva Ultimatum)

ชนวนเหตุความตึงเครียดครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่คณะผู้แทนเจรจาระดับสูงของทั้งสหรัฐฯ และอิหร่าน กำลังร่วมประชุมเพื่อหาทางออกในการสร้างสันติภาพร่วมกันที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่สถานการณ์กลับพลิกผันเมื่อผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกโรงเตือนและยื่นคำขาดอย่างดุดันว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะเปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่านอีกครั้ง หากการเจรจาสันติภาพในรอบนี้ประสบความล้มเหลว

2. ตัวแปรตัดเชือก "กลุ่มฮิซบอลเลาะห์" และ "ช่องแคบฮอร์มุซ" (The Geopolitical Chokepoint)

เงื่อนไขสำคัญที่สหรัฐฯ นำมาใช้เป็นข้อต่อรองขั้นเด็ดขาดในครั้งนี้ ประกอบด้วย 2 ประเด็นหลักที่ทั่วโลกกำลังจับตา:
- คำสั่งคุมกลุ่มฮิซบอลเลาะห์: สหรัฐฯ ยื่นเงื่อนไขให้อิหร่านต้องออกคำสั่งการให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์หยุดสร้างความวุ่นวากและยุติการโจมตีในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยสิ้นเชิง
- การเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ: ผู้นำสหรัฐฯ ลั่นวาจาว่าพร้อมจะส่งกองกำลังเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบที่สำคัญที่สุดของโลกทันที หากอิหร่านปฏิเสธเงื่อนไขข้อตกลงสันติภาพ


3. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและการผลักดันเงินเฟ้อ (The Economic Impact)

นักวิเคราะห์ประเมินว่า คำขู่ที่รุนแรงและท่าทีที่ไม่มีใครยอมใครในรอบนี้ สะท้อนว่ากรอบเวลาพักรบอาจเป็นเพียงแค่การซื้อเวลาของทั้งสองฝ่าย ซึ่งหากดีลดังกล่าวล่มสลายลงจริง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบโลกให้พุ่งสูงขึ้นทันที และราคาน้ำมันที่แพงขึ้นนี้เองจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหลักที่ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกดีดตัวสูงขึ้นรอบใหม่ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนในตลาดการเงินโลกเป็นอย่างมาก

สรุปภาพรวมและมุมมองทางเทคนิคราคาทองคำวันนี้ (Gold Market Summary)

  • ผลกระทบจากความกังวลว่าดีลสันติภาพจะสะดุดและปัญหาเงินเฟ้อโลกจะกลับมา ได้กลายเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในช่วงแรกให้ปรับตัวลดลงอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าวันนี้ (22 มิ.ย. 2026) ราคาทองโลก (Gold Spot) เปิดตลาดที่ระดับ 4,157 ดอลลาร์ ก่อนที่จะเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาหนุนให้ราคารีบาวด์ขึ้นมาทดสอบแนวต้านและยืนเหนือระดับ 4,200 ดอลลาร์ได้สำเร็จ ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งในประเทศขายออกปรับตัวขึ้นมากกว่าบาทละ 65,000 บาท
  • ภาพรวมทางเทคนิค: ในระยะสั้นแนวโน้มหลักยังคงอยู่ในกรอบขาลง (Bearish Trend) หลังจากที่ราคาทองคำร่วงลงอย่างหนักจากจุดสูงสุดก่อนการประชุม FOMC ที่ระดับ $4,382 ลงมาทำจุดต่ำสุดที่ $4,219 ภายในวันเดียว การดีดตัวในเช้าวันนี้จึงเป็นเพียงการรีบาวด์เพื่อทดสอบแรงซื้อ
  • จุดชี้ชะตา: หากราคาพยายามจะฟื้นตัวกลับเป็นขาขึ้น จะต้องผ่านด่านจิตวิทยาแรกที่ $4,300 ให้ได้ก่อน ถัดไปคือแนวต้านสำคัญบริเวณ $4,370 ซึ่งหากทะลุไม่ได้ แนวโน้มขาลงก็จะยังคงอยู่ ในทางกลับกัน หากมีแรงเทขายหลุดแนวรับแรกที่ $4,150 อาจเป็นการเปิดทางให้ราคาทรุดตัวลงไปทดสอบแนวรับถัดไปที่บริเวณ $4,100 และ $4,050 ตามลำดับ
  • กลยุทธ์การลงทุน: นักลงทุนระยะสั้นแนะนํา "ซื้อเมื่ออ่อนตัว และแบ่งขายทำกำไรใกล้แนวต้าน" สำหรับนักลงทุนระยะกลางควรรอให้ราคาสามารถยืนเหนือ 4,370 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคงเพื่อลุ้นเป้าหมายถัดไป แต่หากราคาหลุด 4,150 ดอลลาร์ ควรเพิ่มความระมัดระวังแรงขายรอบใหม่
  • กรอบราคาประจำวัน
    ทองโลก (Gold Spot): แนวรับ: 4,180 / 4,150 / 4,120 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนวต้าน: 4,200 / 4,250 / 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์
    ทองคำแท่ง 96.5% (น้ำหนัก 1 บาท): แนวรับ: 65,200 / 64,900 / 64,600 บาท แนวต้าน: 65,400 / 65,800 / 66,300 บาท (หมายเหตุ: ราคาทองไทยเป็นราคาโดยประมาณ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามทิศทางค่าเงินบาท)

 


เปิดโลกการลงทุนทองคำง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว!  ซื้อ ขาย ช้อป ออม ได้ทันที! สมัครฟรี ง่ายๆ ใน 6 ขั้นตอน

ทำตามนี้ได้เลยผ่านแอปพลิเคชัน MyGOLD Plus by Ausiris โหลดเลยวันนี้!

App Store: https://apps.apple.com/th/app/mygold-plus/id6504147211?l=th

Play Store: https://play.google.com/store/apps/details?id=com.bluesea.mygoldplus   

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้